30 ปี ฉันจึงมาหาความหมาย
30 ปี ฉันจึงมาหาความหมาย
(จุดประกาย : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับที่ 3928 วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2542)

--------------------------------------------------------------------------------

     ปี 2512 บทกวีที่ชื่อ "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" ผลงานของวิทยากร เชียงกูล กลายมาเป็นคัมภีร์ ของคนหนุ่มสาวยุคแสวงหา ภายใต้วรรคทองติดปากว่า "ฉันจึงมาหาความหมาย" สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ 30 ปี ให้หลัง สังคมไทยเรียนรู้อะไรบ้าง จากการเริ่มต้นครั้งนั้น รวมถึงพัฒนาการของตัวผู้เขียน ซึ่งเป็นทั้งนั้กเขียน นักวิชาการ "สิรินาฎ ศิริสุมทร" มีรายงาน "ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา ความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว" คงจะไม่มีคนหนุ่มสาวในยุคแสวงหาคนใด ไม่รู้จักบทกวี 4 วรรคดังกล่าว และคงจะไม่มีใครรู้จัก วิทยากร เชียงกูล เจ้าของวรรคทอง ที่ได้ปลุกหัวใจนักแสวงหา และกระตุ้นให้นักศึกษา ในรั้วมหาวิทยาลัย ลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อชีวิต และบทบาทที่ควรจะเป็น โดยในยุคที่บ้านเมืองมืดดำ ด้วยอำนาจเผด็จการ ขาดสิทธิเสรีภาพ บทกลอนดังกล่าว ได้สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก ให้นักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ลุกขึ้นมาตั้งคำถาม กับยโยบายการทำงานของรัฐบาล จนกระทั่งส่งผลสะเทือน ให้เกิดการเรียกร้องประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ ตุลาคม 2516
   
        30 ปี สำหรับการแสวงหาความหมาย ของวิทยากร เชียงกูล คือ การเป็นนักคิด นักเขียน และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการทำงานของรัฐบาล เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประชาชน และพยายามอย่างยิ่ง สำหรับการสร้างวัฒนธรรมการอ่านหนังสือ และการเรียนรู้ให้กับสังคมไทย
... แล้วสังคมไทยเรียนรู้อะไรบ้าง หากนับย้อนสังคมไทยในยุคนั้น แล้วนำมาเปรียบเทียบ กับภาวะวิกฤติของสังคมในยุคปัจจุบัน นักวิชาการหลายคนบอกว่า สังคมไทยในในยุคปัจจุบัน ซับซ้อนและสับสน ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เรียกได้ว่าคงไม่มีสังคมในยุคสมัยไหน ที่พ่อแม่เร่ขายลูกตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือไม่มีสังคมในยุคสมัยไหน ที่ประชาชนหาทางออกกับชีวิตไม่ได้ กระทั่งต้องดื่มยาพิษ ฆ่าตัวตายกันยกครอบครัว และที่สำคัญที่สุด ไม่มียุคสมัยไหนในสังคมไทย มีตัวเลขผู้ว่างงานมากถึง 2 ล้านคน เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นิสิตนักศึกษาจำนวนหนึ่ง ไม่พอใจมหาวิทยาลัย ที่มีปรัชญาการสอนหนังสือแบบตำราฝรั่ง และมุ่งวัดผลจากการท่องจำมากเกินไป ไม่พอใจรุ่นพี่ ที่ทำตัวเป็นพวกอภิสิทธิ์ชน เอาแต่สนุกสนาน กับงานรับน้องใหหม่ งานลีลาศ งานเชียร์กีฬามากเกินไป ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน และถูกทอดทิ้ง พวกเขาไม่พอใจ รัฐบาลเผด็จการทหาร ซึ่งทุจริตฉ้อฉล ใช้อำนาจบาตรใหญ่ และไม่พอใจนโยบายรัฐบาล ที่เปิดประเทศให้กับสหรัฐอเมริกา เข้ามาตั้งฐานทัพ จากความไม่พอใจดังกล่าว ส่งผลให้นักศึกษากลุ่มเล็กๆ ผู้ที่สนใจแสวงหาค่าความหมายของชีวิต และต้องการให้สังคมไทยดีขึ้นกว่าเดิม ได้เริ่มจับกลุ่มศึกษาเผยแพร่ กระทั่งกลายมาเป็น ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519
      
       30 ปีหลังยุค "ฉันจึงมาหาความหมาย" สังคมไทยเรียนรู้และควรทำอะไร วิทยากร เชียงกูล เล่าว่า บทเรียนในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยไม่ค่อยได้สนใจการเรียนรู้ และวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจสังคม อย่างวิพาษ์วิจารณ์ และเชื่อมโยงเป็นองค์รวม ไม่ค่อยมีการวิจัย และสร้างสรรค์ภูมิปัญญาของเราอย่างจริงจัง ปัญญาชนส่วนใหญ่ พยายามพัฒนาเศรษฐกิจ ให้ทันสมัยแบบทุนนิยมตะวันตก ปัญญาชนส่วนหนึ่ง ก็พยายามพัฒนาประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาแบบตะวันตก อีกด้านหนึ่ง ปัญญาชนในส่วนที่มีความคิดก้าวหน้า ก็พยายามจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจ แบบสังคมนิยมอยู่พักใหญ่ แต่ก็เป็นการนำแนวทางสังคมนิยม จากประเทศอื่นๆ มาเป็นแบบอย่างอยู่นั่นเอง ความพยายามในการพัฒนา เปลี่ยนแปลงสังคมของปัญญาชน หรือกลุ่มชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะแบบครึ่งๆ กลางๆ บางอย่างทำท่าว่าจะดีขึ้น แต่หลายอย่างกลับเลวลง และมีปัญหาเพิ่มความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ในส่วนของประชาชนเอง ก็ยังฝากความหวังเอาไว้ กับชนชั้นนำมากกว่าที่จะกล้าคิด กล้าทำ รวมกลุ่มกันขึ้นมาเอง "เราไม่ได้พ้น หรือพัฒนาวุฒิภาวะ ในการวิเคราะห์ปัญหาอย่างซับซ้อน มีแนวโน้มที่จะมองปัญหาแบบเป็น 2 ขั้วอย่างสุดโต่ง เช่น ขวา-ซ้าย พุทธแท้ พุทธเทียมมากเกินไป จึงมีอาการสวิงไปขั้วนี้บ้าง ขั้วนั้นบ้าง แล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่กลุ่มคน ขาดการวิเคราะห์หาทางเลือกใหม่ๆ ที่คิดได้อย่างเป็นระบบเหตุผล มีข้อมูลพื้นฐานจริงรับ" เจ้าของผลงานฉันจึงมาหาความหมาย วิพากษ์วิจารณ์วุฒิภาวะของสังคมไทย

        ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สำหรับปัญหาในด้านการเมือง วิทยากรมองว่า สังคมไทยมักจะมอง
ปัญหาเศรษฐกิจการเมือง อย่างแยกส่วน ทำให้ขาดการมองปัญหาทางวัฒนธรรม และปัญหาระบบคิด ที่เป็นผลสะท้อน และมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมการเลี้ยงดู วัฒนธรรมการรักษาหน้า ชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ยึดติดกับตัวบุคคลมากกว่าหลักการ ซึ่งปัญหาดังกล่าว ถือเป็นปัญหาหลัก ที่ส่งผลให้คนไทยรวมกลุ่มกันยาก มักจะไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ ไม่มีระเบียบวินัย ไม่เชื่อถือคนอื่นนอกจากตัวเอง และพรรคพวก ปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาสำคัญที่จะต้องใส่ใจ วิเคราะห์แก้ไข ไม่น้อยไปกว่าปัญหาทางเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งมักถูกจัดความสำคัญไว้อันดับต้นๆ
"เรามองว่าปัญหาเศรษฐกิจ คือ วิกฤตการณ์ที่สำคัญของประเทศไทย แต่ความจริงแล้ว ประเทศกำลังประสบปัญหา ที่ถือเป็นวิกฤตการณ์ในทุกด้าน ทั้งทางวัฒนธรรม ทางสังคมด้วย รัฐบาลกำลังหลงทาง ที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งการแก้ไขปัญหา จะต้องเชื่อมโยงเอาปัญหาต่างๆ เข้ามาร่วมกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วย" วิกฤติใหญ่รอวันระเบิด แต่กรอบความคิดไม่เปลี่ยน วิทยากร กล่าวถึง ความวิตกกังวล หากรัฐบาล ยังไม่เปลี่ยนแปลงแนวคิดในการพัฒนาว่า สังคมที่ประชากรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จาก 62 ล้านคน เป็น 124 ล้านคน โดยประชากรวัยหนุ่มสาว ที่ต้องการทำงาน มีสัดส่วนสูงขึ้น เป็นภาระที่เพิ่มขึ้น ในอีก 30 ปีข้างหน้า อาจจะมีคนเสียชีวิต เพราะโรคเอดส์ อุบัติเหตุ และสาเหตุอื่นๆ ในอัตราที่สูงขึ้น ทำให้ประชากรลดลงบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ประชากรที่ค่อนข้างจะมากขึ้น ก็เป็นปัญหาอยู่ดี ดังนั้น สังคมไทยในอนาคต ประสบภาวะทางด้านเศรษฐกิจ การจัดการเรื่องแรงงาน และทรัพยากร ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนกรอบคิด ในเรื่องการพัฒนา แบบเน้นการส่งเสริมต่างชาติมาลงทุน สังคมไทย จะเป็นสังคม ที่มีบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เข้ามาครอบงำ ทั้งธนาคาร รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจต่างๆ มาก จนคนไทยจะกลายเป็นผู้เช่าผู้อาศัย และลูกจ้างในบ้านตนเอง ความแตกต่างระหว่างคนจน คนรวยเพิ่มมากขึ้น การว่างงานเพิ่มมากขึ้น จะเกิดสลัมขนาดใหญ่ และปัญหาอาชญากรรมจะเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก ที่สำคัญที่สุด ในการเผชิญวิกฤติสังคมไทย หากว่ายังไม่เปลี่ยนแปลงกรอบคิด ในการพัฒนาประเทศ ที่สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจ และตัวเลขรายได้ประชาชาติอย่างเดียว โดยไม่ได้มองถึงปัญหาคุณภาพชีวิตนั้น คือ ความล่มสลายทางวัฒนธรรม โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่ ของวัฒนธรรมสังคมไทย คือ การแข่งขันหาเงิน กำไร เพื่อการบริโภคสูงสุด และค่านิยมของความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งแข่งขัน เกิดปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมมากขึ้น และจะนำมาสู่ปัญหาความขัดแย้ง ที่รุนแรงสลับซับซ้อน

       อีก 30 ปีข้างหน้า เราจะเดินไปทางไหนกัน วิทยากรมองไกล ไปถึงอนาคตของสังคมไทยว่า หนทางข้างหน้าที่เราควรจะตั้งคำถาม และแสวงหาความหมาย ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ นั่นก็คือ จะต้องเปลี่ยนกรอบความคิด เรื่องการเร่งรัดขยายการผลิต และการบริโภคอย่างสิ้นเชิง จะต้องคิดว่าเศรษฐกิจ คือ เครื่องมือที่จะทำให้คนส่วนใหญ่มีความสุข ไม่ใช่เพื่อเติบโตหากำไรไม่มีที่สิ้นสุด ขณะเดียวกัน ต้องหันมาเน้นการผลิตเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการยังชีพ และคุณภาพลดการทำลายสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจะต้องวางแผนครอบครัว เพื่อลดประชากร กระจายความมั่นคง และกระจายการศึกษา
พร้อมๆ กันนี้ จะต้องเปลี่ยนแปลง กรอบความคิดแบบหวังพึ่งพาการลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ เป็นการพึ่งพาตนเอง และพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ กระจายทรัพยากร รายได้ ความรู้ การมีงานทำ สิทธิ และโอกาสทางการเมือง และสังคมสู่ประชาชนในประเทสอย่างทั่วถึง ทำให้คนทั้ง 62 ล้านคน มีกำลังซื้อ เพื่อทำให้เศรษฐกิจ ภายในประเทศเข้มแข็งมากขึ้น


      ทั้งนี้ ที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องปฏิรูปการศึกษา สื่อสารมวลชน ที่เน้นการแข่งขันแก่งแย่ง แบบตัวใครตัวมัน ต้องหันมาเปลี่ยนกรอบความคิด ด้วยการร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะสังคมที่มีคุณภาพนั้น คือ สังคมที่สนองความต้องการพื้นฐาน ที่จำเป็นของสมาชิกในสังคมส่วนใหญ่ และมีวัฒนธรรมตัดสินความขัดแย้ง ด้วยเหตุผลตามหลักการประชาธิปไตยแบบสันติ สังคมแบบนี้ จะแตกต่างจากสังคมที่เน้นการเพิ่มผลผลิต และรายได้ประชาชาติอย่างเช่นปัจจุบัน ที่นอกจากไม่กระจายผลผลิตส่วนใหญ่ สู่สมาชิกของสังคมแล้ว การผลิตสินค้ายังฟุ่มเฟือยมากเกินไป ทำลายวัฒนธรรม จริยธรรมของคนส่วนใหญ่ ทำให้เกิดวิกฤติสังคม ที่แก้ไขยากกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ

      นอกจากนี้ แนวทางที่จะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมได้ ในระยะยาวและยั่งยืน คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิต การคลัง ธนาคาร กระจายทรัพยากร การมีงานทำและรายได้ สร้างเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยในระยะสั้น ในช่วงที่ประเทศประสบปัญหาวิกฤติ สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการ คือ การแก้ไขปัญหาภาวะหนี้สิน โดยการประกาศหยุดการกู้เงินส่วนที่เหลือ จากไอเอ็มเอฟ ตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อต่อรอง ขอปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ จากกลุ่มเจ้าหนี้ต่างประเทศ เพื่อลดภาระหนี้ ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศช้าลง ทำให้มีเงินสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ และภาคการผลิตในประเทศ ก็จะสามารถต่อรองปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ กับสถาบันการเงินในประเทศได้มากขึ้น
"รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องรีบขายรัฐวิสาหกิจ ธนาคาร บริษัท อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินต่างๆ ในราคาที่ต่ำเกินไป และมีสัดส่วนที่สูงเกินไป" วิทยากร เชียงกูล แสดงความคิดเห็น ถึงวิธีการแก้ปัญหา ที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นอยู่
"ที่ผ่านมา ผมพยายามเขียนหนังสือให้คนอ่านกว่า 100 เล่ม แต่มีคนจำนวนไม่มากนัก ที่อ่านหนังสือ และมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนักเเช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าผมเข้าไปในคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกรรมธิการเศรษฐกิจต่างๆ สามารถตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงาน หรือสอบสวนในบางประเด็นได้ ซึ่งเราสามารถทำตามบทบาทตรงนี้ได้ ผมอยากเข้าไปทำหน้าที่กรรมาธิการเศรษฐกิจ และการคลัง เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยวิธีคิดแบบใหม่ได้บ้าง"

        ทั้งนี้ วิทยากร เชียงกูล กล่าวทิ้งท้ายว่า บทเรียนที่ผ่านมาในรอบ 30 ปี ของสังคมไทย แต่ละคนไม่ได้ศึกษาพัฒนาแนวคิด อย่างเป็นระบบที่ชัดเจน และไม่ได้พัฒนาองค์กรประชาธิปไตย อย่างมีวุฒิภาวะ องค์กรในอดีต ใช้สูตรสำเร็จในการแก้ไขปัญหามากเกินไป ไม่มีการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง การบริหารองค์กร ก็เป็นการรวมศูนย์มากกว่าเป็นแบบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ประชาชนในกลุ่มองค์กรที่หลากหลายก็จะต้องเรียนรู้ ที่จะทำงานท่ามกลางความขัดแย้ง และวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ลดความยึดติดกับตนเอง ซึ่งหากเราสามารถปรับปรุงองค์กรกันใหม่ จากบทเรียนที่ผ่านๆ มา ก็มีความเป็นไปได้ ที่จะสามารถสร้างกลุ่มการเมืองใหม่ ที่มีพลังพอสมควร แม้ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็ตาม
ที่สำคัญก็คือ วิทยากร เชียงกูล เชื่อว่ากลุ่มพลังการเมืองใหม่ ที่มีจินตนาการจะไม้เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน หากประชาชนยังไม่กล้าคิด กล้าฝัน ซึ่งหากไม่กล้าฝันเสียแล้ว เราจะมีชีวิตที่ทุกข์ยากขนาดไหน ในยุควิกฤติที่มืดมน


page 1/2/3/4/5/6/7/8/9/10/11/12/13 / 14 / 15 / 16 / 17 / 18 / 19    home